Pharmacy

นี่คือภาพส่วนหนึ่งจาก interactive Flash cartoon ของ the Genetics Science Learning Center at the University of Utah ที่อธิบายกลไกของยาเสพย์ติด 7 อย่างคือ 

  • cocaine
  • alcohol
  • ecstasy
  • heroin
  • marijuana
  • methamphetamine
  • และ LSD
แฟลชนี้จะอธิบายให้เราเข้าใจว่ายาเสพย์ติดแต่ละตัว มันออกฤทธิ์อย่างไรถึงทำให้เกิดการติดได้ และมีอันตรายกับร่างกายอย่างไร ผ่านหนูตัวน้อยน่ารักครับ


รับประทานยานี้ก่อนนอน

คำสั่งที่ดูง่าย ใครอ่านก็เข้าใจ แต่คุณแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่คุณเข้าใจนั้นถูกต้อง

ก่อนนอนในความหมายของการกินยา จริงๆ แล้วมันไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการนอนสักเท่าไหร่ แต่ที่ต้องระบุเป็นก่อนนอน มันมีสาเหตุมาจากการกินยาที่ต้องแบ่งกินวันละหลายๆ ครั้ง การบอกเป็นช่วงเวลานั้นทำให้ลำบากในการจำ และการกิน จึงต้องมีการนำไปผูกกับมื้ออาหารเพื่อให้สะดวกในการกิน ความหมายจริงของมื้อต่างๆ จึงเป็นดังนี้

  • อาหารเช้า -> ช่วงเช้า (ประมาณ 6.00 - 9.00 น.)
  • อาหารกลางวัน -> ช่วงกลางวัน (ประมาณ 11.00 - 13.00 น.)
  • อาหารเย็น -> ช่วงเย็น (ประมาณ 16.00 - 18.00 น.)
  • ก่อนนอน -> ช่วงกลางคืน (ประมาณ 20.00 - 24.00 น.)

จะเห็นว่าการบอกเป็นช่วง จะทำให้ช่วงห่างของการกินยาแต่ละมื้อไม่เท่ากัน อาจจะใกล้กันเกินไป หรือห่างเกินไป หรือถ้าจะให้แม่นยำโดยการบอกเป็นเวลา ก็ทำให้ยากในการปฏิบัติ (ลองกินยาที่ต้องทานวันละ 3 เวลา ตอน 8.00 13.00 18.00 ดูสักวันสองวันแล้วจะเข้าใจครับ)

แต่เนื่องจากการกินมื้อกลางคืน เราไม่เรียกว่าอาหารกลางคืน หรือจะเรียกเป็นอาหารค่ำมันก็ไม่ได้ช่วงเวลาที่ต้องการ และอาหารค่ำไม่ได้กินกันทุกคน ดังนั้นการบอกให้กินยาช่วงกลางคืน จึงกลายเป็นการบอกให้กินยาก่อนนอน ด้วยประการฉะนี้

แต่เข้าใจแนวคิดนี้แล้วก็ใช่ว่าจะกินยาได้อย่างถูกต้องนะครับ เพราะการกินยาต้องดูด้วยว่ายาที่กินนั้นเป็นยาอะไร ให้กินเพื่ออะไร โดยผมจะแนะนำวิธีใช้ยาก่อนนอนที่ถูกต้องของยาแต่ละะกลุ่มตามนี้ครับ

ยากลุ่มที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือยานอนหลับ ยากลุ่มนี้ก็ตามชื่อครับ กินเพื่อหวังผลให้นอนหลับเช่น ยากดประสาท ยานอนหลับทั้งหลาย หรือผลข้างเคียงของมันทำให้ง่วงนอนเช่น ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก แก้วิงเวียน คลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ดังนั้นก่อนนอนในความหมายของยากลุ่มนี้คือ เมื่อคุณไม่มีงานอะไรต้องทำ ดูละครที่ชอบจบแล้ว ไม่อยากคุยโทรศัพท์กับใครแล้ว ก็กินมันซะ ไม่ต้องรอให้ง่วงแล้วค่อยกิน เพราะมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่ากินยาพวกนี้แล้วต้องนอนทันที เลยรอกินตอนง่วงนอน ซึ่งบางคนก็รอจนง่วงจริงๆ ง่วงจนหลับไป แล้วก็ไม่ได้กินยา
สรุป อยากนอนเมื่อไหร่ก็กิน

ยาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบจากการติดเชื้อ ยาบางตัวในกลุ่มนี้ที่มีการระบุให้กินก่อนนอน เนื่องจากมันมีค่าครึ่งชีวิตที่สั้นการทานวันละ 3 ครั้ง ทำให้ระดับยาในเลือดตอนกลางคืนลดต่ำลงกว่าระดับที่ควรเป็น อาจทำให้เกิดการดื้อยาได้ จึงมีการเสริมมื้อก่อนนอนเข้ามา เพื่อรักษาระดับยาในเลือดช่วงกลางคืนให้สูงไว้ ดังนั้นก่อนนอนของยากลุ่มนี้ จึงแนะนำให้ทานในช่วงเวลาตรงกลางระหว่างมื้อเย็น กับมื้อเช้าคือ 22.00 - 2.00 น. จะเห็นว่ามันค่อนข้างดึก จึงแนะนำให้ทานก่อนเข้านอนซักครึ่งชั่วโมง ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ได้ เพื่อให้อยู่ในช่วงเวลา แต่สำหรับเด็กที่นอนไว ก็ไม่ต้องบังคับให้นอนดึกนะครับ ให้นอนตามเวลาปกติแหละครับ เพราะการกำจัดยาของเด็กยังไม่ดีมากเท่ากับผู้ใหญ่ ไม่ต้องเข้มงวดเรื่องเวลาแบบผู้ใหญก็ได้
สรุป กินก่อนเข้านอนครึ่งชั่วโมง ถึงหนึ่งชั่วโมง

ยายับยั้งการหลั่งกรด ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิต ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมน วิตามิน ยาโรคเรื้อรังต่างๆ ยาพวกนี้ส่วนใหญ่ต้องกินต่อเนื่องช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือกินไปตลอด จึงควรกินในเวลาเดียวกันของทุกวันเพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่ ป้องกันการเกิดช่วงเวลาที่มีระดับยาในเลือดสูงมากเกินไป หรือต่ำเกินไป โดยเราอาจจะหากิจกรรมอะไรมากำหนดการกินก็ได้เช่น หลังข่าวช่อง 3 จบ หลังละครช่อง 5 จบ หลังคุยกับแฟน เป็นต้น แต่แนะนำให้เลือกกิจกรรมที่ทำสม่ำเสมอทุกวัน ในเวลาใกล้เคียงกันนะครับ
สรุป กินในช่วงเวลาเดียวกันของทุกวัน

ยาหยอดตา หยอดหู ทาแผล ผื่นคัน ยากลุ่มนี้แนะนำให้ใช้หลังอาบน้ำ เพราะผิวเราจะสะอาดที่สุด ทำให้มีการปนเปื้อนเนื่องจากการหยอดยา หรือทายาได้น้อย 
สรุป หลังอาบน้ำช่วงเย็น

ยาเหน็บทวารรักษาริดสีดวง ยาเหน็บช่องคลอด ยากลุ่มนี้แนะนำให้ใช้หลังจากหมดกิจกรรมทุกอย่าง และพร้อมจะนอนแล้วจริงๆ เพราะถ้าเหน็บยาแล้วยังเดินไป เดินมา ยาคงจะหลุดออกมาให้คุณเหน็บใหม่กันอีกหลายรอบเลย
สรุป ใช้แล้วเข้านอนเลย

ยาที่ใช้ก่อนนอนยังมีอีกหลายตัว แต่ที่พบกันบ่อยๆ น่าจะอยู่ในกลุ่มพวกนี้แหละ แต่ถ้ามีใครกินยานอกเหนือจากนี้ ก็ถามมาได้นะครับ

ปล. สงสัย หรือไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับยา ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรได้นะครับ

เครื่องหมาย อย. น่ารู้

posted on 04 Oct 2008 23:45 by elixer  in Pharmacy

หลังจากที่มีข่าวเรื่องนมผงปนเปื้อนเมลา มีนออกมา ก็รู้สึกได้ว่าหลายๆ คนรอบตัวใส่ใจกับการเลือกซื้อของกินมากขึ้น แต่สำหรับเรื่องเมลามีนแล้ว ถ้าไม่ได้ตามข่าวก็คงไม่รู้เรื่อง แล้วการที่จะรู้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ไหนปลอดภัยก็ต้องรอ อย. ทดสอบก่อน

ผมจึงมีวิธีป้องกันตัวเองจากอาหารไม่ปลอดภัยแบบง่ายๆ โดยการจับผิดเครื่องหมาย อย. ครับ เพราะแค่การทำตามกฎหมายให้ถูกต้องยังทำไม่ได้ แล้วเราจะเชื่อได้ยังไงว่าอาหารที่เขาทำออกมาจะปลอดภัยจริงๆ

เริ่มจาก ถามตัวเองก่อนว่าทุกวันนี้คุณทราบหรือยังว่าผลิตภัณฑ์ใดบ้างต้องมีเครื่องหมาย อย. ถ้ายังไม่ทราบเข้าไปดูที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 194 พ.ศ. 2543 เรื่อง ฉลาก กำหนดให้อาหารควบคุมเฉพาะ จะเห็นว่ามีอาหารถึง 62 ชนิดที่ต้องมีเครื่องหมาย อย. ซึ่งให้จำทั้งหมดผมก็จำไม่ไหวเหมือนกัน ดังนั้นผมเลยจำง่ายๆ เอาว่าอาหารอะไรที่อยู่ในภาชนะปิดสนิทต้องมีเครื่องหมาย อย. ทั้งนั้นครับ

พอรู้ว่าอาหารอะไรต้องมีเครื่องหมาย อย. ต่อไปเราก็มารู้จักเครื่องหมายแบบเก่าที่ยังใช้เลขทะเบียนตำรับอาหารก่อนนะครับ

ถ้าคุณยังเห็นเครื่องหมายแบบนี้บนฉลากของผลิตภัณฑ์ใด ก็ฟันธงได้เลยว่าเป็นอาหารที่ไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้อง หรือไม่ก็เป็นอาหารเก่าเก็บมาก เพราะทางอย. ได้ผ่อนผันให้อาหารที่วางจำหน่ายอยู่ก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 สามารถใช้ฉลากเดิมจำหน่ายต่อไปได้ตามอายุการบริโภคของอาหารนั้น หรือในระยะเวลาที่อาหารนั้น ๆ ยังมีคุณภาพและมาตรฐานปลอดภัยต่อการบริโภค แต่อาหารที่ผลิตหรือนำเข้าหลังจากวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ฉลากจะต้องแสดงเลขสารบบอาหารแบบข้างล่างนี้เท่านั้น

จะเห็นว่าเลขสารบบอาหารในเครื่องหมาย อย. แบบใหม่จะมีอยู่ 13 หลัก ซึ่งความหมายแต่ละหลักดูได้จากประกาศกระทรวงครับ

แต่ตัวที่ผมจะเน้นให้ดูสำหรับใช้จับผิดคือ กลุ่มที่ 1 คือเลขสองหลักแรกครับ เลขสองหลักนี้จะแสดงถึงรหัสจังหวัดที่ผลิตอาหาร โดยรหัสนี้ก็ดูง่ายๆ ครับ เลขสองหลักแรกของรหัสไปรษณีย์นั่นเอง อย่างเลข 60 ซึ่งเป็นเลขสองตัวแรกของรหัสไปรษณีย์จังหวัดนครสวรรค์ ดังนั้นฉลากของผลิตภัณฑ์นี้ต้องแสดงว่าผลิตที่จังหวัดนครสวรรค์ครับ ถ้าแสดงเป็นจังหวัดอื่นก็ผิดแล้วครับ (ใช้ไม่ได้กับจังหวัดในภาคกลางที่ขึ้นต้นด้วย 1xครับ ซึ่งรหัสจะคลาดเคลื่อนกัน)

จริงๆ เลขหลักอื่นก็ใช้จับผิดได้ครับ แต่ต้องใช้ข้อมูลมากกว่าที่เห็นในฉลากเลยอยากให้ดูแค่กลุ่มแรกก็พอ

ว่างๆ ลองเอาอาหารที่อยู่ๆ ใกล้ๆ ตัวมาลองดูเล่นก็ได้นะครับ จะได้ช่วยเป็นหู เป็นตาให้ อย. ถ้าเจออะไรผิดปกติก็แจ้งข้อมูลมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 7354-5 หรือ สายด่วนผู้บริโภคกับ อย.หมายเลขโทรศัพท์ 1556 นะครับ

Given enough eyeballs, all bugs are shallow.

 

เพิ่มเติม รหัสจังหวัดเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับใช้ตรวจสอบครับ 

  • ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?

 ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว แต่เคยเรียนเภสัชศาสตร์ สาขาบริบาลเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร

  • สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?

ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐานมัธยมปลาย เหมือนที่คณะอื่นสายวิทยาศาสตร์เรียน มีวิชาคณะที่สอนให้พอรู้การทำงานในวิชาชีพนี้

ปี 2 เรียนวิชาสายวิทยาศาสตร์ที่โหดขึ้นอย่าง Organic chemistry และวิชาสายแพทย์อย่าง Physiology, Anatomy  และ Parasite ส่วนวิชาคณะก็ได้เริ่มทำยาน้ำแล้ว

ปี 3 เรียนวิชาคณะแบบเต็มๆ ทั้ง Pharmacology, Pharmacognosy, Medicinal Chemistry, Analyte และอีกมากมาย (สายผลิตจะเรียนทำยาครีม กับยาเม็ด) ที่ทำให้เรากลายเป็นผีดิบ ไม่ได้เจอแสงตะวัน เพราะเริ่มเรียนตอนพระอาทิตย์พึ่งจะขึ้น กว่าจะเลิกเรียนก็พระอาทิตย์ตกแล้ว แถมเรียนวันจันทร์ - ศุกร์ยังไม่เหนื่อยพอ มีเรียนเพิ่มวันเสาร์ - อาทิตย์ด้วย พ้นปีนี้ไปได้ก็จะผ่านไปครึ่งหนึ่งของคณะนี้แล้วตอนปิดเทอมจะได้ลงไปใช้ชีวิตในชุมชน ทำโครงการเล็กๆ เพื่อชุมชน

ปี 4 เรียนวิชาในสายคลินิกที่เกี่ยวกับโรค และการรักษาแบบเต็มๆ มีเก็บตกวิชาท้ายๆ ของสายอื่นบ้าง ซึ่งปีนี้จะสำคัญที่สุดสำหรับคนที่เรียนสายบริบาลเภสัชกรรม ตอนปิดเทอมได้ฝึกงานร้านยา กับโรงพยาบาลด้วย

ปี 5 เก็บตกวิชาสายคลินิก และเรียนวิชาสายสังคมเพื่อเอาไปใช้ในการทำงานกับคนไข้ ฝึกงานเตรียมยาเคมีบำบัดในโรงพยาบาล (ปัจจุบันไม่มีแล้ว เอาไปฝึกตอนปี 6 หมด) ทำโปรเจคก่อนจบ และกอบโกยเกรดในเทอม 2 เพราะเทอมนี้เรามีวิชาที่เลคเชอร์เหลือแค่ 2 ตัว นอกนั้นเป็นสัมนากับโปรเจค

ปี 6 ตะลอนทัวร์ ฝึกงาน 6 ผลัด ตั้งแต่ภาคเหนือ ยันภาคใต้ มุดภาคตะวันตก โผล่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ฝึกงานทั้งโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ ร้านยา บริษัทยา หรือแม้กระทั่งฝึกงานอยู่มหาวิทยาลัย (สำหรับคนที่เลือกทำ mini project แทนการฝึกงาน 1 ผลัด)

  •  สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ปกติแล้วแล้วงานที่ตรงสายของเภสัชกรจะแบ่งได้ตามนี้ครับ
เภสัชกรโรงพยาบาล งานนี้เป็นงานที่มีเภสัชกร ทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากรุ่นพี่ที่ต้องใช้ทุน แล้วไม่อยากเปลี่ยน ไปทำงานอื่น ซึ่งผมก็เลือกงานนี้เช่นเดียวกัน เพราะผมคิดว่า งานนี้จะทำให้ผม ดูแลคนป่วยได้มากที่สุด สามารถทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับคนป่วยได้มากที่สุด (จะได้หรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป) โดยงานนี้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ โรงพยาบาลรัฐบาล กับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งงานส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆกัน คือดูแล และให้บริการทุกงานที่เกี่ยวข้องกับยา เงินเดือนก็ใกล้เคียงกัน ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แต่จะมีบางโรงพยาบาล ที่สังกัดกระทรวงกลาโหม หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ผู้ที่ทำงานได้ติดยศด้วย (เคยคิดจะเข้าไปทำเหมือนกัน แต่ไม่มีช่องทาง)
เภสัชกรชุมชน หรือเภสัชกรร้านยานั่นเอง ซึ่งทุกคนคงจะคุ้นเคยกันดี ผมจึงไม่ขออธิบายเรื่องงาน ซึ่งงานนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเหมือนกันคือ เป็นเจ้าของกิจการเอง หรือ เป็นเภสัชกรประจำร้านให้ร้านยา chain หรือร้านคนอื่น (ลูกจ้างนี่เอง) งานนี้อาจจะต้องใช้ความสามารถด้านการตลาด เข้ามาช่วยด้วย เพื่อให้ร้านยามีผลกำไร แต่ยังไงก็ต้องคำนึงถึง จรรยาบรรณ อยู่ตลอด
งานคุ้มครองผู้บริโภค งานนี้จะออกแนว ผู้รักษากฎหมายครับ เพราะต้องคอยควบคุมดูแล ร้านขายยา บริษัทยา เกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ตั้งแต่ นำยาเข้า จนขายยา ซึ่งเป็นงานของเภสัชกรที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) และงานดูแล ร้านขายยา คลินิก ตลาดสด โรงงานในท้องถิ่น ซึ่งเป็นงานของ เภสัชกร ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และอำเภอ (สสจ. และ สสอ.) งานนี้จะเหมาะกับคนที่ชอบลุยครับ เพราะต้องออกพื้นที่อยู่เรื่อยๆ
เภสัชกรโรงงาน เป็นงานที่ต้องควบคุม ดูแล ตรวจสอบการผลิตยา เป็นงานที่มีลูกน้อง ให้ดูแล ทำให้ ผู้ที่ทำงานด้านนี้ ต้องมีทักษะ การควบคุม ดูแลคนด้วย ซึ่งงานนี้ ก็เป็นงานที่มั่นคงมากงานหนึ่ง แต่อาจจะน่าเบื่อ เพราะไม่ค่อยจะได้เจอคนอื่น นอกจากลูกน้องตัวเอง และงานที่ทำก็ค่อนข้างซ้ำๆ
เภสัชกรบริษัทยา งานจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ งานการตลาด กับงานวิจัย ซึ่งการทำงานจะแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ใช่เรื่องนั้น เพราะงานนี้เป็นงานที่มีรายได้มากกว่างานอื่นๆ เท่าไหร่หรอครับ? ก็ประมาณ 2-3 เท่าของ งานเภสัชกรโรงพยาบาลครับ แต่เราจะให้เงิน มาอยู่เหนือจรรยาบรรณ มันก็ไม่ถูกครับ ผมไม่ได้ว่าบริษัทยาไม่ดีนะครับ เพราะบริษัทยาที่จริยธรรมสูงๆ ก็มีอยู่หลายบริษัท แต่หลายๆ บริษัทยาก็ใช้วิธี spoil หมอมากเกินไป ทำให้การใช้ยาในประเทศไทยสูงขึ้นทุกปี ซึ่งมันกับจุดประสงค์การทำงาน ของพวกผมครับ คือให้ทุกคนได้ใช้ยา ที่มีประสิทธิภาพ และความเหมาะสมครับ เพราะยาที่แพงเกินไป โดยประสิทธิภาพไม่ได้ดีกว่า ยาที่ราคาถูกกว่าตั้งเยอะนี่ มันก็ไม่มีความเหมาะสมแล้วครับ แต่ผมก็ยังอยากทำงานบริษัทยานะครับ แต่เป็นในส่วนของงานวิจัย เพราะไม่ต้องมาเกี่ยวข้อง กับเรื่องการใช้ยาแบบนี้
อาจารย์ หลายคนที่เรียนเก่ง อยากเรียนต่อ มักจะเลือกมาทางนี้ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว งานอื่นๆมักต้องการ degree ไม่เกินปริญญาโท ในขณะที่งานอาจารย์ เค้าต้องการถึง ปริญญาเอก ทำให้มีทุนออกมาเรื่อยๆ และ งานนี้เป็นงานที่ช่วยคนป่วยได้มากกว่าที่คิด เพราะยิ่งอาจารย์ผลิต เภสัชกรดีๆ ออกไปมากเท่าไหร่ คนป่วยก็ยิ่งได้ประโยชน์ จากเภสัชกรที่จบไปเหล่านั้น ถึงแม้ว่างานนี้จะได้เงินเดือนไม่ต่างกับงานอื่นๆ บางทีกลับน้อยกว่าซะด้วยซ้ำ เพราะไม่มีเวรให้ทำ เหมือนงานโรงพยาบาล กับร้านยา แต่อาจารย์ที่ผมเคารพมากที่สุด เคยพูดไว้ว่า ท่านมีความสุข ที่ได้สอน ได้ถามคำถาม ทำให้เราเกิดกระบวนการคิด และแก้ปัญหาได้ ท่านบอกว่าแค่นี้ ท่านก็มีความสุขแล้ว โดยท่านไม่ลืม ที่จะบอกกับเราทุกคนว่า จบไปแล้ว ออกไปดูแลคนไข้ ให้ดูแลให้ดีที่สุด คิดว่าพวกเค้าเป็นเหมือนกับญาติของเรา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมจำใส่ใจไว้ตลอด สรุปแล้วงานอาจารย์ ผมคิดว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้งานอื่นๆนะครับ
ส่วนคนที่ไม่คิดจะทำงานเลย ก็อาจเรียนต่อ โดยปกติแล้วถ้ายังต่อสายเภสัชอยู่ ก็จะแบ่งออกเป็น สายบริหารกับ สายคลินิก ที่ต้องใช้ในร้านยา กับโรงพยาบาล และสายวิชา ที่ต้องใช้ในงานสอน และงานวิจัย สำหรับอาจารย์ และรุ่นผมก็มี สายคลินิกที่เป็นการฝึกหัด เฉพาะทางเหมือนกับแพทย์ ซึ่งนำไปใช้ในงานบริบาลเภสัชกรรม ในโรงพยาบาล

 

  • อกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

 

ตั้งใจเรียนตั้งแต่ปี 1 ครับ เพราะทุกวิชาที่ได้เรียนสำคัญหมด จำเป็นต้องใช้ในการเรียนวิชาต่อๆ ไปทุกวิชา และต้องเอามาบูรณาการใช้ด้วยกัน ตอนทำงานด้วย (ผมซึ้งแล้วกับข้อนี้ ยังคิดถึงตอนที่ต้องเอาหนังสือปี 2 - 5 มาอ่านใหม่หมด ตอนจะสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเลย)

  • อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

เภสัชเราเรียนเป็นส่วนๆ แต่ตอนทำงานจริง ต้องเอาหลายๆ ส่วนมาประกอบเข้าด้วยกันตามแต่ละงาน ดังนั้นน้องที่เข้ามาเรียนคณะนี้ต้องพยายามคิดแบบองค์รวมให้ได้ แล้วจะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ส่วนการค้นคว้าหาความรู้ก็ควรทำอยู่ตลอด เพราะยาที่ดีเลิศตอนเราเรียน พอเราจบมามันอาจจะถูกถอนไป หรือไม่ก็มีตัวที่ดีกว่ามาแทนแล้วก็ได้

ส่วนการเรียนถึงแม้จะใช้การท่องจำเยอะ แต่คนที่ท่องไม่เก่งก็ทดแทนได้ ด้วยการใช้ความเข้าใจแทนการท่องจำ ซึ่งในระยะยาวให้ผลที่ดีกว่าการท่องจำซะอีก

กติกา: 

1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ 
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ